บทที่ 5 ในห้องฉุกเฉินอันอ้างว้าง
เสียงล้อเตียงผู้ป่วยกระแทกพื้นทางเดินของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังดังก้อง ทีมแพทย์และพยาบาลวิ่งกรูล้อมร่างที่อาบไปด้วยเลือดของมนต์สิชาเข้าสู่ห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน
อุปกรณ์ช่วยชีวิตถูกนำมาติดตั้งอย่างรวดเร็ว เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังถี่กระชั้นบ่งบอกถึงภาวะวิกฤต หน้าอกบางกระเพื่อมขึ้นลงแผ่วเบาตามจังหวะของเครื่องช่วยหายใจ ขณะที่แพทย์กำลังประเมินอาการอย่างสุดความสามารถท่ามกลางคราบเลือดที่เปรอะเปื้อน
ไม่นานนัก ศศินาก็ปรากฏตัวขึ้นหน้าห้องฉุกเฉินด้วยท่าทีร้อนรน ส้นสูงแบรนด์เนมกระทบพื้นกระเบื้องดังก๊องแก๊ง ใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างดีฉาบด้วยความกระวนกระวายจอมปลอมเพื่อตบตาพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์
"คุณคือญาติผู้ป่วยใช่ไหมคะ ทางเรากำลังจะติดต่อสามีของคนไข้ให้มาเซ็นยินยอมการผ่าตัดด่วนค่ะ"
พยาบาลสาวถือแท็บเล็ตเดินเข้ามาแจ้งด้วยความรีบร้อน
ศศินาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองรอบตัวก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้ดูเศร้าสลด
"เอ่อ...ฉันเป็นพี่สาวแท้ๆ ค่ะคุณพยาบาล ส่วนสามีของน้องสาว...เฮ้อ อย่าเพิ่งไปกวนเขาเลยค่ะ"
"หมายความว่ายังไงคะ อาการคนไข้สาหัสมากนะคะ จำเป็นต้องให้สามีตามกฎหมายมาเซ็นชื่อรับทราบความเสี่ยงเดี๋ยวนี้ค่ะ"
พยาบาลท้วงด้วยความร้อนใจ
"คุณก็รู้ว่าคุณภพธร ประธาน V-Group งานยุ่งขนาดไหน" ศศินาทำเสียงถอนหายใจยาว แสร้งแสดงความลำบากใจ
"ตอนนี้เขากำลังเจรจาธุรกิจระดับหมื่นล้านอยู่ ถ้าเราไปโทรจิกตอนนี้ มีหวังงานใหญ่เสียหายยับเยิน ถ้าน้องสาวฉันรู้ว่าไปรบกวนงานสามี เธอก็คงไม่ยอมเหมือนกัน"
"แต่ชีวิตคนไข้สำคัญกว่านะคะ..."
"ฉันเป็นพี่สาวสายเลือดเดียวกัน ฉันเซ็นเอกสารยินยอมรับผิดชอบแทนได้ค่ะ!" ศศินาตัดบทเสียงแข็ง แววตาฉายความเจ้าเล่ห์ออกมาก่อนจะรีบซ่อนไว้
"เอาแท็บเล็ตมาให้ฉันเซ็นเถอะค่ะ ขืนรอคุณภพ น้องฉันได้ตายกันพอดี"
พยาบาลสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อได้ยินเสียงเรียกเร่งเร้าจากแพทย์ด้านในห้องฉุกเฉิน เธอจึงพยักหน้ารับอย่างจำยอม ยื่นแท็บเล็ตให้ศศินาเซ็น แล้วรีบหันหลังกลับเข้าไปทันที
ศศินายกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็นเมื่อทุกอย่างเข้าทาง เธอเหลือบไปเห็นสมาร์ทโฟนเปื้อนเลือดของมนต์สิชาที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยวางทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์ มือเรียวฉวยมาปิดเครื่องก่อนหย่อนลงกระเป๋าแบรนด์เนมของตัวเองทันที เพื่อตัดขาดการติดต่อสื่อสารทุกช่องทาง
หญิงสาวมองผ่านกระจกบานใสเข้าไปในห้องฉุกเฉิน สายตาร้ายกาจจ้องมองร่างบนเตียงอย่างพึงพอใจ
...
หลายชั่วโมงผ่านไป...
กลิ่นยาฆ่าเชื้อฉุนกึกเตะจมูกพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งที่กดทับบนเปลือกตา
มนต์สิชาพยายามขยับปลายนิ้ว แต่ความเจ็บปวดแปลบปลาบก็แล่นริ้วไปทั่วร่างราวกับกระดูกถูกบดขยี้ เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะเชื่องช้าอยู่ข้างหู เธอฝืนปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพเพดานห้องผู้ป่วยวิกฤตค่อยๆ ชัดเจนขึ้น สภาพร่างกายของเธอเต็มไปด้วยสายน้ำเกลือและท่อช่วยหายใจระโยงระยาง
เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังเข้ามาใกล้ ก่อนที่ใบหน้าของศศินาจะโผล่เข้ามาในกรอบสายตา พี่สาวต่างแม่ชะโงกหน้าลงมามองร่างที่บอบช้ำบนเตียง ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีสดขยับยิ้มที่ดูคล้ายจะเวทนา แต่แววตากลับซ่อนความสะใจไว้ไม่มิด
"ฟื้นแล้วเหรอยัยมนต์..." ศศินาโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูน้ำเสียงแผ่วเบา
"สภาพดูไม่จืดเลยนะ หมอบอกว่าแกซี่โครงหักไปหลายซีก เลือดออกในสมอง...รอดมาได้ก็ปาฏิหาริย์แล้ว"
มนต์สิชาพยายามขยับริมฝีปากเพื่อเปล่งเสียงถามหาใครบางคน แต่มีเพียงลมหายใจแหบพร่าที่เล็ดลอดออกมาผ่านหน้ากากออกซิเจน เครื่องวัดชีพจรบนหน้าจอดังถี่ขึ้นเล็กน้อยตามความกระวนกระวายของคนป่วย
"ไม่ต้องพยายามพูดหรอก เก็บแรงไว้หายใจดีกว่า" ศศินายกมือขึ้นลูบผมมนต์สิชาเบาๆ ราวกับพี่สาวแสนดี
"แกคงกำลังมองหาคุณภพล่ะสิ...คิดว่าสามีสุดที่รักจะมาเฝ้าไข้อดหลับอดนอนจับมือแกงั้นเหรอ"
ดวงตาของมนต์สิชาสั่นไหว พยายามกะพริบตาเพื่อรอฟัง
"ฉันโทรไปบอกเขาทันทีที่แกเข้าห้องฉุกเฉินเลยนะ บอกว่าแกอาการโคม่า อาจจะไม่รอด..." ศศินาเว้นจังหวะ แสร้งทำสีหน้าเห็นใจ
"แต่แกรู้ไหมเขาตอบฉันว่ายังไง เขาบอกว่า...'ก็แค่เรื่องอุบัติเหตุ ให้หมอจัดการไปสิ ผมมีธุระสำคัญกว่าต้องไปทำ' "
มนต์สิชาส่ายหน้าช้าๆ อย่างอ่อนแรง ปฏิเสธสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ลำคอตีบตันจนรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
"ไม่เชื่อฉันเหรอ คิดว่าฉันแต่งเรื่องมาหลอกคนใกล้ตายอย่างแกหรือไง"
ศศินาล้วงสมาร์ทโฟนของตัวเองออกมา ปลดล็อกหน้าจอแล้วเปิดหน้าเว็บไซต์ข่าวซุบซิบไฮโซ
"งั้นแกดูนี่สิ ดูให้เต็มตาว่าธุระสำคัญของคุณภพมันคืออะไร!"
หน้าจอโทรศัพท์ถูกเลื่อนมาจ่อตรงหน้ามนต์สิชา ภาพข่าวปรากฏชัดเจน...เป็นภาพของภพธรในชุดสูทสีกรมท่าตัวเดิม ตัวเดียวกับที่เขาใส่ออกจากบ้านเมื่อเช้า
ในภาพ เขากำลังเดินเคียงคู่และส่งยิ้มบางๆ ให้กับหญิงสาวสวยจัดคนหนึ่งในร้านอาหารหรู ท่าทางของทั้งคู่ดูสนิทสนมและให้เกียรติกัน...อย่างที่มนต์สิชาไม่เคยได้รับตลอดสามปีที่ผ่านมา
พาดหัวข่าวด้านล่างเขียนตัวโตว่า 'ซีอีโอหนุ่มแห่ง V-Group ควงสาวสวยทานข้าวมื้อหรู หรือเตียงจะหักจริงๆ?'
"ผู้หญิงคนนี้สวยและคู่ควรกับเขามากกว่าแกเยอะเลย ว่าไหม" ศศินาเก็บโทรศัพท์ลง กระซิบตอกย้ำเสียงเหี้ยม
"ขนาดแกกำลังจะตาย เขายังเลือกไปกินข้าวกับผู้หญิงคนอื่น แกตาสว่างได้แล้วมนต์สิชา เขาไม่เคยรัก ไม่เคยแคร์แกสักนิด แกมันก็แค่ตัวภาระที่เขาอยากสลัดทิ้งใจจะขาด!"
"..."
"ปล่อยวางเถอะยัยมนต์...หมดเวลาของแกแล้ว รีบๆ หลับให้สบายไปซะ จะได้ไม่ต้องตื่นมาทนเห็นเขามีความสุขกับคนอื่นอีก"
คำพูดของศศินาเหมือนเข็มแหลมที่ทิ่มแทงทะลุอก ภาพรอยยิ้มของสามีที่มอบให้ผู้หญิงคนอื่นสลักลึกเข้าไปในความทรงจำที่กำลังแตกสลาย ความเย็นชาและคำพูดไร้เยื่อใยที่เขาฝากไว้เมื่อเช้า ไม่ใช่เพราะต้องการรักษาระยะห่าง แต่มันคือความรำคาญและไม่ได้รักเธอเลยสักนิดเดียว
ทุกความพยายาม ทุกความอดทนตลอดสามปีพังทลายลงมาตรงหน้า ไม่มีเหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของความหวัง
น้ำตาหยดแรกของมนต์สิชาไหลรินจากหางตา หัวใจที่เคยพยายามเข้มแข็งแหลกสลายไม่มีชิ้นดี เครื่องวัดสัญญาณชีพดังลากยาวบาดหู ก่อนที่สติของเธอจะจมดิ่งลงสู่นิทราอีกครั้ง...
